เทศน์เช้า วันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๕๖๓
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะนะ ตั้งใจฟังธรรมะ ฟังธรรมะ
ในพระไตรปิฎก การฟังธรรม ฟังธรรมแสนยาก เพราะการฟังธรรมๆ สมัยองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่มีการสื่อสาร ไม่มีเทคโนโลยีต่างๆ การฟังธรรมต้องฟังจากปาก โดยจากพระโอษฐ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า การฟังธรรมจึงฟังธรรมแสนยาก
แต่! แต่ฟังเรื่องการติฉินนินทา เรื่องสำมะเรเทเมา เราคุยกันได้เองไง เห็นไหม เราได้แต่เรื่องติฉินนินทา
แต่เรื่องธรรม เรื่องธรรม ธรรมะออกมาจากใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นใจที่สะอาดบริสุทธิ์ เวลาสะอาดบริสุทธิ์ เห็นไหม เวลาแสดงธรรม แสดงธรรม ตั้งแต่อนุปุพพิกถาเพราะว่าโดยคนทั่วไป โดยคนทั่วไป ธรรม ธรรมคืออะไร กายกับใจ กายกับใจยังจับต้องไม่ได้เลยว่า กายกับใจมันเป็นอะไร
เวลาร่างกาย ร่างกาย สิ่งมีชีวิตมันถึงมีร่างกาย เวลาจิตวิญญาณออกจากร่างกายไปแล้วมันเสียชีวิตไป สิ่งนั้นเป็นซาก นั่นคือร่างกายที่แท้ๆ แต่เวลาสิ่งที่มีชีวิตมีกายกับใจ จับต้องไม่ได้เลยว่าใจเป็นอย่างไร ใจเป็นอย่างไร ทั้งๆ ที่เวลาสุข เวลาทุกข์ หัวใจมันทุกข์
เวลาเราเกิดมา เกิดมาตั้งแต่เป็นทารกไง พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก เพราะพ่อแม่ให้ชีวิตนี้มา เวลาให้ชีวิตนี้มา พ่อแม่ฟูมฟักมา ฟูมฟักมาจนเราเติบโตขึ้นมา เวลาเติบโตขึ้นมา สิ่งที่พ่อแม่สอนมา สอนมา กตัญญูกตเวทีให้ถือว่าพ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก พ่อแม่เป็นพระอรหันต์ของลูก ถ้าภาษาทางโลก ทางลิขสิทธิ์ พ่อแม่เป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ เจ้าของชีวิต แต่เราเกิดมาแล้ว เวลาโตขึ้นมาเราไม่คิดถึงสิ่งนั้นเลย เรามีแต่แบมือขอ แบมือขอไง แบมือขอ
ความให้เนี่ยความเมตตาของพ่อแม่เป็นรักที่สะอาดบริสุทธิ์ไง ที่ไหนมีรักที่นั่นมีทุกข์ เวลาที่ไหนมีรัก รักก็ต้องปรารถนาให้สมความปรารถนา พอไม่สมความปรารถนาก็มีความทุกข์ มีความปรารถนาแล้ว ถ้ามีการตกทุกข์ได้ยาก ยิ่งมีความทุกข์เข้าไปใหญ่เลย ถ้ามีความทุกข์เข้าไปมาก สิ่งที่เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ ทุกข์เป็นสัจจะเป็นความจริงไง เป็นสัจจะเป็นความจริงเพราะเราแบกรับภาระสิ่งนั้นไง
แต่ถ้าเป็นธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ ให้ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า พอศึกษาแล้วนะ สรรพสิ่งในโลกนี้เป็นอนิจจัง มันแปรสภาพไปหมด ตั้งแต่เราเกิดมา ตั้งแต่เป็นทารกเดี๋ยวนี้ก็เป็นผู้ใหญ่ แล้วเราก็จะแก่เฒ่าของเราไป แล้วเราชราคร่ำคร่า เราต้องเสียชีวิตนี้ไป มันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง
ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงอยู่นี้ ชีวิตของเราเป็นส่วนหนึ่งของธรรมชาติ เป็นส่วนหนึ่งของวัฏฏะ เป็นส่วนหนึ่งเท่านั้น แต่ถ้าเราคิดนะทุกอย่างมาจากความคิดเราหมดเลย เรายึดตัวเราเป็นศูนย์กลางหมดเลยไง เราเลยทุกข์ เราเลยแบกโลกเลยไง
นี่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ศึกษามา ศึกษามา เห็นไหม เราเคารพบูชาสัจธรรม สัจธรรมไง มันเป็นสัจจะเป็นความจริง คนเราเกิดมาต้องมีการศึกษาเพื่อมีสติมีปัญญาทำมาหากิน การทำมาหากินนั้นเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง เลี้ยงปากเลี้ยงท้อง นี่สะสมไว้เพื่อความมั่นคงของชีวิต แล้วเวลาเกิดไฟไหม้ ๑๐๐ ล้าน ๒๐๐ ล้านหมด ไฟไหม้เกลี้ยงเลย
แต่ถ้าเราทำของเรา เรารู้จักใช้สอยนะ สิ่งที่เป็นทรัพย์สมบัติ เราสร้างประโยชน์ได้ไง ตอนสร้างประโยชน์นี่แหละมันถึงจะเป็นบุญกุศล เป็นอำนาจวาสนาบารมีของเราไง ถ้าเราไม่มีทรัพย์สมบัติที่จะสร้างประโยชน์นะ เราก็สร้างประโยชน์ด้วยกิริยา ด้วยมารยาทของเรา เราสร้างประโยชน์ด้วยน้ำใจของเราไง น้ำใจของเรา เราเผื่อแผ่ คนมีน้ำใจต่อกันอยู่ที่ไหนมันก็อบอุ่นนะ
คนที่หวาดระแวงทุกข์มาก อยู่ที่ไหนก็ไม่เป็นสุข เพื่อนบ้าน ถ้าเป็นเพื่อนบ้านที่ดี โอ้โฮ! ถูกรางวัลที่ ๑ ถ้าเพื่อนบ้านเขาจับผิดนะ ทั้งวันทั้งคืนอยู่บ้านมีแต่ความทุกข์ทั้งนั้นน่ะ แต่เวลามีน้ำใจ เราสร้างคุณงามความดีของเรา สร้างคุณงามความดีของเรา สร้างคุณงามความดีเพื่ออะไร ทำไมคนอื่นเขาไม่สร้างความดี เขามีความสุข ทำไมต้องสร้างความดีของเรา
จริงหรือ เขามีความสุขจริงหรือ เรามองต่างหากว่าเขามีความสุข เขาก็เหมือนเรานี่ เขาก็มองว่าเรามีความสุข เราเดือดร้อนเกือบตาย เขามองว่าเรามีความสุขนะ เช้าขึ้นมาก็มีความสุข ไปไหนก็มีความสุข แต่หัวใจเดือดร้อนไง เดือดร้อน นี่ไงที่สัจธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนลงมาที่นี่ไง ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ ธรรมโอสถ สัจธรรมมันเป็นโอสถได้อย่างไรล่ะ โอสถเพราะเราเข้าใจสิ่งนั้น ถ้าเราเข้าใจสิ่งนั้นเราเกิดปัญญา
พอเกิดปัญญา เห็นไหม ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านสอนนะสอนเรื่องดินไง ห่มดิน เวลาโคนต้นไม้เขาใช้ใบไม้ ใบหญ้าห่มดิน ห่มดิน เพื่อความชุ่มชื้น เพื่อความอุดมสมบูรณ์
แล้วหัวใจเราล่ะ ธรรมะห่มไว้ไง เรามีสติปัญญาห่มเพื่อความอบอุ่นไง คนมีสติปัญญานะตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ จะมีสิ่งใดก็แล้วแต่มันรักษาหัวใจตัวเองได้ แล้วไม่ตกใจไม่ตื่นเต้นไปกับเขา รักษาชีวิตนี้ไว้ได้ ด้วยสติด้วยปัญญาไง ห่มดินไง ห่มหัวใจเราไว้ไง ด้วยธรรมะด้วยสัจธรรมไง อย่าเดือดร้อน อย่าดิ้นรนจนเกินไปนัก
คนเราถ้าคนขยันหมั่นเพียรเขาก็ทำของเขาด้วยนิสัยของเขา แต่เขาก็มีปัญญาของเขานะ เวลากระหืดกระหอบจบไปแล้วนะ เออ! จบแล้ว เมื่อกี้ไอ้บ้ามันกระหืดกระหอบไปแล้ว ตอนนี้เป็นเรา ไอ้บ้ามันไปแล้ว ไอ้บ้ามันชวนแล้วกระหืดกระหอบไปไง แต่กระหืดกระหอบถ้ามีสติปัญญายับยั้งไง
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะปรินิพพาน “ภิกษุทั้งหลาย เธอจงพิจารณาสังขารด้วยความไม่ประมาทเถิด”
ความประมาทในชีวิต ความประมาทในความนึกคิด ความประมาทในวัย ความประมาทต่างๆ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าว่านี่คือตัวร้ายเลย ถ้าเรามีสติปัญญานะ มันจะยาว มันจะสั้น มันจะมืด มันจะสว่างนะ เราไม่ประมาท เราวินิจฉัยทุกๆ อย่างได้ด้วยความชัดเจน แล้ววินิจฉัยสิ่งใดๆ ได้ เราจะมีอายุยืนยาว จะมีอายุสั้น ไม่ยืนยาวกับเขา แต่ในเวลาที่ยังมีชีวิตอยู่เราจะทำคุณงามความดีของเรา ทำคุณงามความดีของเรา
การทำคุณงามความดีของเราเป็นการตัดแต่งพันธุกรรมของจิต ย้ำคิดย้ำคิดจะเป็นจริต เป็นนิสัยของเธอ คนที่คิดดี ทำดี เขาก็คิดดีทำดีของเขาไปเรื่อย ย้ำคิดย้ำทำ ตัดแต่งพันธุกรรมของมันไง ถ้ามันรู้จักคิดดีทำดีขึ้นไปนะ เวลาไปข้างหน้ามันก็จะคิดดีทำดีของมันไปไง
ถ้ามันคิดร้าย คิดชั่ว มันตัดแต่งไปทางที่ไม่ดีไง เวลาตัดแต่งไปทางที่ไม่ดี เมล็ดพันธุ์พืชไปปลูกที่ไหน ถ้ามันเมล็ดพันธุ์ที่ไม่ดี เกิดมาแล้วมันไม่มีประโยชน์ใดเลย ผลผลิตมันก็ไม่ให้ เราลงแรงเพื่อรักษา เราไม่ได้สิ่งใดเลย
ทำความดีเพื่อตรงนี้ไง ทำดีเพื่ออะไร ทำดีเพื่ออะไร ทำดีเพื่อตัวเราเองไง ทำดีก็ทำเพื่อหัวใจตัวเราไง ไอ้คนอื่นก็ได้ผลประโยชน์จากเราไปด้วยไง เราทำความดีเพื่อหัวใจเรานี่ไง หัวใจเรานี่แหละ เราฝึกหัด เห็นไหม ลูกหลานเราก็อยากให้เป็นคนดี อยากให้มันคิดดี อยากให้มันทำดี ให้มันทำดีนะ แล้วมันบอกเลย แม่ทำไมคนอื่นเขาไม่ทำล่ะ ทำไมจะให้มึงทำอยู่คนเดียวล่ะ
ไอ้นั่นมันเรื่องของเขา ไอ้นี่มันเรื่องของเราไง ทำเพื่อเรา ทำเพื่อเราไง ถ้าทำเพื่อเรา ทำเพื่อเรา ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าสอนเข้ามาที่นี่ แล้วทุกๆ คนทำเพื่อเรา ทุกๆ คนเป็นคนดีทั้งหมดเลย มันดีไปเอง สังคมดีแน่นอนเลยถ้าทุกคนเป็นคนดีไง
แต่นี่ อู๋ย! คนนู้นก็ไม่ดี คนนี้ก็ไม่ดี ไม่ดีเราก็ไม่ดีด้วย เราก็ตกน้ำกับเขาไปไง
แต่ถ้าเราตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ เพราะสติปัญญาของเรา เราทำของเรา ใครจะไม่รู้ไม่เห็นเรื่องของเขา ทำดีได้ดี ทำชั่วได้ชั่ว ได้แน่นอน ได้แน่นอน แล้วมันได้แน่นอนมันตัดแต่งพันธุกรรมของมันไปเรื่อย เห็นไหม
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ๔ อสงไขย ๘ อสงไขย ๑๖ อสงไขย เราพูดทุกวันเลย ๔ อสงไขย ๘ อสงไขยเพราะอะไร เพราะเป็นการยืนยัน ยืนยัน ยืนยันว่าพระพุทธเจ้าเกิดจากตรงนี้ พระพุทธเจ้าเกิดจากการกระทำของท่าน เกิดจากตัดแต่งพันธุกรรมในใจของท่าน พัฒนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป พัฒนาเป็นชั้นเป็นตอนขึ้นไป
ทำดี ทำดีนะ ทำดี เห็นไหม ดูสิตอนทศชาติ ๑๐ ชาติ ขันติบารมี ไม่พูด กษัตริย์ไม่เชื่อ จับหูตัด ตัดจมูกให้พูดไม่พูด ทำขนาดนั้นนะ แล้วไอ้คนที่ตัด คนที่ตัดมันทำชั่ว แต่พระโพธิสัตว์ทำดี ทำดี ขันติบารมี ทานบารมี ศีลบารมี บารมี ๑๐ ทัศกว่าจะมาตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าท่านทำมาขนาดนั้น ทำไมท่านจะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้
สิ่งที่จะตรัสรู้เป็นองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เพราะว่าท่านได้ทำของท่านมาตลอด พื้นฐานขึ้นมาจนสมบูรณ์แบบมาเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ พระเจ้าสุทโธทนะจะให้เป็นจักรพรรดิ อู้ฮู! เลี้ยงดูอย่างดี พยายามปิดกั้นไม่ให้สิ่งที่ว่ามัวหมองเข้าไปในชีวิตเลย ไปเที่ยวสวนเห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตายไม่รู้จักนะ
“นั่นอะไรน่ะ”
“นั่นคนเกิด” ทั้งๆ ที่ท่านก็เกิดเองนั่นน่ะ
เวลาเห็นคนเกิด เห็นคนแก่ เห็นคนเจ็บ เห็นคนตาย “เราต้องเป็นอย่างนี้ด้วยหรือเปล่า”
“เป็น”
อู้ฮู! ถ้าเป็นอย่างนี้มันต้องมีฝั่งตรงข้ามไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ท่านถึงมาค้นคว้าการไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไง แล้วท่านก็ค้นคว้าสำเร็จด้วย สำเร็จเพราะพื้นฐานที่ท่านทำมา
ฉะนั้น เวลาพื้นฐานที่ท่านทำมา เราเกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เวลาฟังธรรม ฟังธรรมก็ฟังธรรมตรงนี้ไง ฟังธรรมเพื่อเตือนสติ เตือนปัญญาของเราไง
สติปัญญาสำคัญที่สุด สำคัญที่สุดเพราะเป็นมโนกรรม มันก่อนที่เราจะคิดอีกน่ะ เราจะคิดทำดี ทำชั่ว มโนกรรมอันนี้ ถ้ามันเป็นสิ่งที่ดีงามมันเกิดที่นี่ไง
ถ้ามันเกิดที่นี่ขึ้นมา มันเกิดมาจากไหนล่ะ เกิดมาจากอ้อนวอนขอใช่ไหม มันเกิดมาจากการกระทำเรานี่ไง เราฝึกหัด ฝึกหัด ฝึกหัด ทำไป ทำของเราไปเพื่อประโยชน์กับเรา ทำเพื่อเราแต่สังคมได้ประโยชน์หมดเลย ทำเพื่อเราแต่สังคมได้ประโยชน์หมดเลยเพราะอะไร
เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นพระโพธิสัตว์ เสียสละชีวิตนะ มีอยู่ภพชาติหนึ่งในพระไตรปิฎกท่านเกิดเป็นกระต่าย นายพรานหลงป่าไปไง หนาวสั่นจุดกองไฟอยู่ กำลังผิงไฟอยู่ หิวกระหายมาก พระโพธิสัตว์กระโดดเข้ากองไฟ
อยู่ในพระไตรปิฎกนะ สัตว์มันคิดได้ขนาดนั้นเชียวหรือ มันทำขนาดนั้น สละชีวิต เนื้อเป็นอาหารของคนหลงป่า ให้คนหลงป่าที่มันได้อาหาร ได้พลังชีวิตของมันไป สละขนาดนั้นไง อย่างนี้เสียเปรียบไหม นายพราน ๒ คนนั้นได้กินเนื้อกระต่าย ได้มีกำลัง ได้รักษาชีวิต ได้ออกจากป่าไป พระโพธิสัตว์เสียชีวิต แต่ทำเพื่อเขา เสียสละ เสียสละ เพราะท่านทำมาอย่างนั้น ฉะนั้น องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ครูบาอาจารย์ที่ท่านสิ้นกิเลสไป ท่านต้องสร้างของท่านมา
ถ้าไม่สร้างของเรามา ดูสิสังคมเขาติพวกโยม ไอ้พวกไปวัดไอ้พวกมีปัญหาทั้งนั้นเลย อ้าว! ก็มีสิก็มีทุกข์ไง ไอ้พวกไปวัด ทำไมต้องไปวัด ทำไมต้องไปวัด ไป ไปวัดหัวใจเราไง อยากไปไหม ทำไมอยู่บ้านมันทุกข์มันร้อนนัก เวลาไปวัดไปวา ผู้ที่มาประพฤติปฏิบัติไง วัดมีอะไร มีกระต๊อบกับทางจงกรม มาฝึกหัดหัวใจ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาของเรา ฝึกหัดใจก็ทำเพื่อเราอีกแหละ ทำทาน ศีล สมาธิ ปัญญา ทำเพื่อเรา ทำเพื่อเราทั้งสิ้นนะ ทำเพื่อเรา ทำเพื่อเรา แล้วมีมากมีน้อยไม่จำเป็น
แล้วถ้าเขาว่า “ติดบุญ ติดบุญไง” จะขวนขวาย จะกู้หนี้ยืมสินทำบุญ ไม่ต้อง!ห้าม! ห้าม!ห้าม! ห้ามนะ เพราะพระพุทธเจ้าไม่ให้เป็นหนี้ ทุกข์จากการเป็นหนี้ ห้ามกู้ ห้ามยืม เรามีเท่าไหร่ ทำเท่านั้น ไม่มีเลยก็อนุโมทนาไปกับเขา
วันมาฆบูชา เห็นไหม เห็นข่าวไหม เห็นคนเดินเวียนเทียน สาธุ! แหม! มันชื่นใจ ห่มดิน ห่มหัวใจไว้ ไม่มีเงิน ไม่มีอะไรเลยก็ทำได้ ทำความสะอาด ทำจิตอาสาเนี่ยบุญทั้งนั้นน่ะ ไม่ใช่ต้องไปขวนขวายหาเงิน หาทองมาทุ่มเท ไม่ใช่! คนที่เขาร่ำเขารวยเขาไม่ให้ด้วย เขาเก็บไว้ในตู้เซฟ เขาไม่แบ่งให้ใครเลย ไอ้เราไม่มี เราอยากทำแต่เราไม่มี แต่เรามีหัวใจไง เราทำเพื่อเรา ทำเพื่อเราไง อย่าไปกู้หนี้ยืมสินมาทำบุญ ไม่ใช่! ไม่เกี่ยวเลย! ไม่มี! พระพุทธเจ้าไม่สอนอย่างนั้น
พระพุทธเจ้าสอนนะ เราทำมาหากิน เราได้เงินมาบาทหนึ่ง หนึ่งสลึงเลี้ยงพ่อเลี้ยงแม่ หนึ่งสลึงไว้ทำธุรกิจของเรา หนึ่งสลึงไว้เลี้ยงชีพในครอบครัวของเรา มีอีกหนึ่งสลึงค่อยฝังดิน นี่อยู่ในพระไตรปิฎก พระพุทธเจ้าสอนชัดๆ เลย ไม่เคยสอนว่าให้ทุ่มเทขนาดนั้น ให้ทุ่มเทที่หัวใจนี้ ให้ทุ่มเทให้มีความหนักแน่นในสติปัญญาเรานี้ ให้ทุ่มเทมีสติปัญญาเท่าทันกับกิเลสของเรานี้
ให้เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ทุ่มเท เวลาทุ่มเท ทุ่มเทคุณงามความดีของเราไง ที่เราค้นคว้าหาหัวใจของเรา ถ้าใครค้นคว้าหาหัวใจของเราเจอนะ อริยทรัพย์ สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี สิ่งที่มีค่าที่สุดคือหัวใจของคน คือหัวใจเรานี่แหละ หัวใจที่มันทุกข์มันยากอยู่นี่ มันทุกข์มันยากของมัน แต่ผู้ใดปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ธรรมะคุ้มครอง ธรรมะคุ้มครองนะ ด้วยศีล ด้วยสมาธิ ด้วยปัญญา คุ้มครองหัวใจของเรา
เขาไปหารุ่นนั้น รุ่นนี้เพื่อมาแขวนคอไง แต่เรามีพระในใจนะ เรามีธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าในหัวใจของเรา คุ้มครองหัวใจของเรา แล้วก็มาฝึกหัดอย่างนี้ เวลาหลวงพ่อบอกว่าให้มีธรรมคุ้มครอง มีธรรมคุ้มครอง แต่ไอ้เรามีแต่ความคิด มีแต่ความทุกข์คุ้มครอง มีแต่โทสะ ก็ไม่ฝึกไง ธรรมะทุกคนรู้หมดแหละ แต่เราไม่ฝึกไม่หัดมันก็จะมาไม่ได้หรอก
อาหารในสำรับวางอยู่ตรงหน้า เราไม่หยิบกิน เราไม่ได้กินหรอก กินคืออะไร ตั้งสตินี่ไง สติก็คือสติเรานี่แหละ สติก็ฝึกหัดเรานี่แหละ ระลึกรู้อารมณ์นี่แหละ ฝึกหัด เราฝึกหัด ฝึกหัดของเรา ถ้ามันเป็นขึ้นไปได้ไง ธรรมะก็อยู่ที่ตู้พระไตรปิฎก
สมัยที่หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านยังไม่ประพฤติปฏิบัตินะ ก็เอาไว้กราบกันไง กราบพระพุทธ กราบพระธรรม กราบพระสงฆ์ โอ๋ย! สมบูรณ์แบบไง
แต่เวลาหลวงปู่มั่นท่านมาประพฤติปฏิบัติของท่าน ท่านเปิดตู้พระไตรปิฎกมา ศึกษามาแล้วทำ แล้วมีการกระทำไง พยายามหยิบอาหารใส่ปากไง เวลาเดินจงกรมมันทุกข์มันยาก ก็รู้ว่ามันทุกข์มันยาก เวลามันฟุ้งมันซ่าน ก็รู้ว่ามันฟุ้งมันซ่าน เวลามันสงบขึ้นมา เออ! ตำราว่าอย่างนั้น ไอ้นั่นมันชื่อของสมาธิ เวลาได้สมาธิมันเกิดจากการกระทำของเรา เราได้เอาอาหารใส่ปากเรา เราได้ดื่ม ได้กิน เห็นไหม มันมีความสุข เห็นไหม ธรรมะมันเกิดจากที่นี่ไง
ไม่ใช่อ้อนวอนขอจะเอารุ่นไหนล่ะ เวลาเครื่องรางของขลังจะเอารุ่นไหน เอารุ่นไหน ของเราจะเอารุ่นมรรค ๘
เวลามันเกิดมันเกิดกับเรา เกิดศีล เกิดสมาธิ เกิดปัญญาของเรา ฝึกหัดที่นี่ ฝึกหัดที่นี่ อยู่บ้าน ว่างๆ คิดมาก คิดมากก็พยายามบังคับหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ อย่าไปคิดตามมัน ฝืนมันไว้ ฝืนมันไว้ แล้วพอมันตามเรามา มันตามเรามา เราควบคุมได้ เราบอก เอ้อ! เราคุมหัวใจเราได้ แล้วถ้าจิตมันสงบนะ มันมีคุณค่าขึ้นมาเลย
เวลาไปวัดไปวา หล่อพระพุทธรูป หล่อพระพุทธรูป อู้ฮู! ทำบุญกันใหญ่เลยนะ แต่หล่อพระในใจทำไม่ได้ พระในหัวใจ หล่อพระพุทธรูป ไปทำบุญกันใหญ่เลย โอ้โฮ! ได้บุญยิ่งใหญ่ ได้บุญมาก ภาษาเรานะก็ได้บุญจริงๆ เพราะอะไร เพราะพระพุทธรูปเราไปสร้างไว้ที่ไหนก็แล้วแต่ เวลาใครกราบไหว้เราได้บุญตลอดเวลา มันเป็นสัญลักษณ์ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ให้หัวใจของคนที่ไม่มีพระในใจเขาต้องอาศัยสัญลักษณ์ที่หมาย เขาถึงจะกราบได้
ไอ้ของเราถ้ามีพระในหัวใจนะ เราจะกราบที่ไหนก็ได้ เราระลึกถึงพระพุทธเจ้าเรากราบ ระลึกถึงพระธรรมก็กราบ ระลึกถึงพระสงฆ์ก็กราบ หลวงตานะท่านบอกว่า “วันไหนถ้าไม่ได้กราบหลวงปู่มั่นท่านนอนไม่ได้” แล้วหลวงปู่มั่นท่านนิพพานไปแล้วจะกราบตรงไหนล่ะ ก็กราบถึงสัญลักษณ์ กราบถึงการระลึกถึงนั่นไง ระลึกถึงหลวงปู่มั่นก็ระลึกถึงหลวงปู่มั่นไง
หลวงตาท่านถามประจำ ไอ้พวกที่กราบพระ กราบพระ กราบถึงพระไหม กราบถึงทองเหลืองหรือ เวลากราบพระ กราบพระ กราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า กราบถึงปัญญาคุณ เมตตาคุณ วิสุทธิคุณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วกราบถึงพระในใจ
ฟังธรรม ฟังธรรม ถ้าเราได้ห่มหัวใจอย่างนี้แล้ว มันจะทุกข์มันจะยากเป็นเรื่องธรรมดา คนรวยคนจนนั่งอยู่เฉยๆ ปวดหมดล่ะ คนรวยคนจนนอนอยู่เฉยๆ ไม่ได้ต้องขยับตลอด การอยู่เฉยๆ การนั่งอยู่ในท่าเดียวไม่ได้ นี่ไงเท่ากัน นั่งอยู่ในท่าเดียวตลอดเวลาไม่ได้ เพราะมันทนไม่ได้ การทนอยู่ไม่ได้คือทุกข์ แล้วไม่มีหรือ ทุกคนมีหมดเลย แล้วใครจะสูงต่ำกว่ากันล่ะ ไม่มีหรอก เท่ากัน แต่ค้นหาหัวใจของตัวไม่เจอนี่สิ
เวลาเจอขึ้นมา เห็นไหม เรารักษาหัวใจของเรา รักษาหัวใจของเรา ไปวัดไปวาไปเพื่อเหตุนี้ ไปเพื่อถ้าเป็นบุญกุศลเราก็ตัดแต่งพันธุกรรมของเรา เราทำคุณงามความดีของเราเรื่อยไป แต่ถ้าเราเดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ถ้าจิตมันสงบแล้ว นั่นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน พุทธะเลยล่ะ เรากราบองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าด้วยสัญลักษณ์ นั่งสมาธิไป พอจิตเป็นพุทธะ โอ้โฮ! มันรู้นะ พอมันรู้ ไม่ต้องถามเลย ผีมีไหม นรก สวรรค์มีไหม ไม่ต้องถาม เพราะมันไปเห็นเอง อ๋อ! ตัวนี้เอง มันสุข แล้วมันเข้าใจของมันไง พอเข้าใจแล้วอ๋อตัวนี้เอง
ส่วนใหญ่แล้วคนทำไม่ถึงสมาธิทั้งนั้นน่ะ เพราะอะไร เพราะศึกษาธรรมะมาก แล้วเวลาทำอะไรก็ทำด้วยจินตนาการไง คาดคิดไปไง เท่านั้นน่ะ เพราะคาดคิดไปมันสงสัย มันมีความรู้ของเรา ๕๐ เปอร์เซ็นต์ แต่กิเลส ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ก็เลยงง งงอยู่นั่นน่ะ นั่นอะไร นี่อะไรนะ
แต่ถ้าเข้าไปสงบแล้ว อ๋อ! สมาธิมันชื่ออยู่ในพระไตรปิฎก แต่เราทำได้นี่ไง โอ้โฮ! เป็นอย่างนี้เอง เป็นอย่างนี้เอง เป็นอย่างนี้เองมันเข้าใจ เข้าใจนะ แล้วนี่เป็นอจลศรัทธา ศรัทธาพวกเราคลอนแคลน เดี๋ยวเชื่อ เดี๋ยวไม่เชื่อ จริงหรือไม่จริง งงไปหมด
แต่ถ้าเป็นอจลศรัทธานะไม่ต้องมีใครบอก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานไปแล้ว ๒,๐๐๐ กว่าปี เวลาเป็นกับเรานะชัดเจน ชัดเจน เพื่อเหตุนี้
เวลาดิน เขาจะห่มดินนะ เขาจะใช้หญ้า ใช้ฟาง ฟางข้าว เวลารดน้ำแล้วเอาห่มมันไว้เพื่อความชุ่มชื้น เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของดินนั้น เรามีศีล มีธรรมห่มหัวใจของเรา รักษาหัวใจของเรา ทำให้มันประเสริฐขึ้นมานะ เวลาประเสริฐขึ้นมาไม่ต้องมองใครหรอก ใจเรานี่ประเสริฐ
เวลาพระอรหันต์สมัยพุทธกาลนะเป็นทุคตะเข็ญใจ เป็นคนง่อยเปลี้ยเสียขา มีทั้งนั้นน่ะ ในหัวใจเขาต่างหากยอดเยี่ยม รูปร่างภายนอกอีกเรื่องหนึ่ง ถ้าใจมันสมบูรณ์แบบแล้วนะ ทุกอย่างก็สมบูรณ์แบบ
เราถึงพยายามทำกันตรงนี้ไง ไอ้สิ่งเครื่องอาศัย ปัจจัยเครื่องอาศัยส่วนหนึ่ง ใช่! สิ่งมีชีวิตต้องอาศัย แต่สิ่งมีชีวิตอาศัยแล้วประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้มีคุณธรรมในใจอีกด้วย นั่นมันถึงจะเป็นสมบัติอันแท้จริงของใจดวงนั้น เอวัง